[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
link banner
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 3 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
ฝากข้อความ
ชื่อ :
ข้อความ (ตัวแสดงอารมณ์)
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก

  

   เว็บบอร์ด >> สอบถาม พูดคุยเกี่ยวกับการเรียนการสอน >>
Istanbul   VIEW : 152    
โดย ngongsus

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 3
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 60%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 58.8.152.xxx

 
เมื่อ : เสาร์ ที่ 25 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2565 เวลา 15:11:24   

 

 

 

ตุรกีเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยประเทศที่มีประวัติศาสตร์อารยธรรมเก่าแก่ และความหลากหลายของประชากรมาตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตกาล พบร่องรอยการก่อตั้งถิ่นฐานในตอนต้นของยุคหินใหม่ซึ่งนับว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตลอดเวลาที่ผ่านมาตุรกีเกิดสงครามการแย่งชิงและการปกครองของหลายเชื้อชาติจนเกิดการผสมผสานเป็นเอกลักษณ์อันงดงามหลายแห่งยังถูกอนุรักษ์จนดำรงคงอยู่ถึงวันนี้ให้คนรุ่นหลังมีโอกาสได้ชมความยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในอิสตันบูลอดีตเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านชื่อเมืองแต่เดิมคือ คอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) ภายหลังถูกชาวเติร์กบุกเข้ายึดครองตั้งตัวเป็นเมืองใหม่ชื่ออิสลามบูลและอิสตันบูลตามลำดับ
     ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากมาย อาคารและถนนหนทางในบริเวณใกล้กับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอิสตันบูลบางจุดยังเป็นหินก้อนเรียงตัวหลงเหลือจากครั้งอดีตผังเมือง สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของผู้คนบางกลุ่มก็ด้วย หากเดินทางออกไปจากเขตเมืองเก่านี้จะพบว่าช่างแตกต่างจากเขตรอบนอกที่ถูกพัฒนาจนเต็มไปด้วยตึกสูงและอาคารบ้านเรือนรูปแบบสมัยนิยม รวมถึงผู้คนคับคั่งกับการจราจรแสนวุ่นวายจนเหมือนเป็นคนละเมืองเลยทีเดียว
     วันแรกของการเยือนอิสตันบูล เรานั่งทานอาหารเช้าในห้องกระจกชั้นดาดฟ้าของที่พักซึ่งสามารถเห็นวิวของเมืองบางส่วน แดดส่องจากท้องฟ้าสีสดใสลงบนผืนทะเลสีฟ้าและตามหลังคาอาคารบ้านเรือน มีเจ้านกนางนวลขาเหลืองขาประจำของเมืองบินมาป๊วนเปี้ยนริมหน้าต่าง ทั้งหมดเกิดเป็นภาพที่มีองค์ประกอบอันน่าประทับใจสุดบรรยาย ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด หวนกลับไปคิดถึงทีไรก็อยากกลับไปอีกครั้ง
     ไปเที่ยวเมืองแห่งอารยธรรมก็ขอเริ่มต้นด้วยวิหารเซนต์โซเฟีย นิยมเรียกกันว่า ฮาเกียโซเฟีย (HagiaSophia) มีชื่อในภาษาตุรกีคือ Ayasofya เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมการก่อสร้างที่แสดงความรุ่งเรืองและการล่มสลายในคราวเดียวกันได้อย่างน่าสนใจ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนได้เข้าชม ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง แต่เดิมเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิคอนสแดนติน และสุลต่านชาวเติร์กที่เข้ายึดได้เปลี่ยนให้เป็นมัสยิดแทน ตามเรื่องราวเล่าขานกล่าวกันว่า สุลต่านเมห์เมตที่สองตั้งใจจะทำลายโบสถ์ในตอนแรก
     แต่เมื่อเข้ามาเห็นความตระการตาและยิ่งใหญ่แล้วก็เปลี่ยนใจไม่กล้าทำลาย จึงใช้ปูนทาทับบางลวดลายของเดิมอันขัดกับหลักศาสนาอิสลาม ก่อนจะปรับแปลงรูปแบบให้เป็นมัสยิดหรือสุเหร่า เวลาต่อมาปูนก็มีการผุร่อนกร่อนไปตามกาล แล้วค่อยเผยลวดลายอันแท้จริงดั้งเติมให้คนรุ่นหลังได้เห็น เมื่อเราเข้าไปดูก็สัมผัสได้ถึงความขลังบางอย่าง แสงลอดเข้ามาผ่านหน้าต่าง เผยให้เห็นรายละเอียดของหินอ่อนสีงามแม้แต่พื้นก็เป็นหินอ่อน การประดับประดาภายในเผยฝีมือการแกะสลักอันประณีตและการตกแต่งด้วยสีทองอร่ามตามแบบคริสต์ศาสนา
     ขณะเดียวกันก็มีป้ายสัญลักษณ์ทรงกลมเป็นตัวอักษรของศาสนาอิสลามตั้งตระหง่านติดตามแนวผนังอย่างโดดเด่น คล้ายจะประชันความยิ่งใหญ่ของสองอารยธรรมที่ผ่านการต่อสู้เมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยิ่งชมยิ่งตะลึง อากาศข้างในก็เย็นเพราะหินอ่อนกักเก็บอุณหภูมิเอาไว้ และใช่เพียงแต่ข้างในจะมีการปะทะของสองอารยธรรม เมื่อออกมาด้านนอกก็จะพบสถาปัตยกรรมอีกแห่งตั้งตระหง่านคล้ายประจันหันหน้าสู่วิหารเชนต์โซเฟีย นี่ไม่ใช่ความบังเอิญแต่อย่างใดที่ทั้งสองประลองความงาม แต่เป็นการตั้งใจโดยแท้
     สุเหร่าสีน้ำเงินหรือ Blue Mosque อยู่อีก ณ ฝั่งฟาก ในอีกชื่อหนึ่งคือสุเหร่าสุลต่านอาห์เมตที่ 1 หรือ Sultanahmed Mosque เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองอิสตันบูล สร้างขึ้นเพื่อต้องการประกาศศักดาว่ายิ่งใหญ่และสวยงามไม่แพ้วิหารเซนท์โซเฟีย (ฮาเกียโซเฟีย) ใช้เวลาสร้างจากปี1609-1616 เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดของตุรกีบรรจุคนได้นับแสนคน จุดเด่นคือหอสวดมนต์ 6 หอหรือหอมินาเร็ต ที่ได้ชื่อว่าสุเหร่าสีน้ำเงินนั้นเป็นเพราะภายในมีเอกลักษณ์เด่นคือกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินตลอดแนวฝาผนังด้านใน ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอิสลามดั้งเดิมกับองค์ประกอบบางอย่างซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวิหารเซนต์โซเฟีย
     แต่เนื่องจากที่นี่ยังเป็นศาสนสถาน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมจึงต้องถอดรองเท้าและใช้ผ้าคลุมศีรษะ แต่งกายให้เรียบร้อยมิดชิด เมื่อเราเข้าไปสำรวจภายในพบว่าชาวอิสลามหลายคนก็ยังคงเข้ามาทำพิธีตามปกติท่ามกลางเสียงจอกแจกจอแจและสภาพแออัดยัดเยียดของนักท่องเที่ยว ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาคงจะชินเสียแล้วกับความวุ่นวายเหล่านี้

ทดลองเล่นสล็อตฟรี


     แถมอีกที่คืออ่างเก็บน้ำเยเรบาตัน (The Balisilica Cistern) มีชื่อตุรกีคือ Yerebatan Sarnici บางครั้งเรียกว่าพระราชวังใต้น้ำ ครั้งหนึ่งในอดีตเคยใช้เป็นอ่างเก็บน้ำใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดของเมือง ลักษณะเป็นอุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่ใกล้เคียงขนาดของมหาวิหารเก็บกักน้ำได้ถึง 80,000 ลูกบาศก์เมตร เดินลงไปดูก็พบว่ายังมีความชื้นอยู่เยอะ บนเพดานบางจุดมีน้ำหยดลงมาโดนหัวใครหลายคนเลยทีเดียว ทางเข้ามีฉากจำลองให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนชุดและถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึกโดยเสียค่าใช้จ่าย เสื้อผ้าและเครื่องประดับสำหรับถ่ายมีให้เลือกมากมายทั้งชายและหญิงพักเรื่องประวัติศาสตร์และอารยธรรมไปพบกับอาหารตุรีกันบ้างดีกว่า หลายคนคงจะพอทราบว่าเคบัป (Kebap) เป็นอาหารขึ้นชื่อของซาวตุรกี มีที่มาจากสมัยชนเผ่าเติร์กที่เร่ร่อนในทุ่งกว้างเมื่อนานมาแล้ว
     การนำเนื้อสัตว์มาย่างบนกองไฟถือเป็นวิธีการทำอาหารที่ง่ายที่สุดในสมัยนั้น เคบัปแบบที่คนไทยคุ้นเคยนั้นจะเป็นเนื้อสัตว์ที่อยู่บนเสาหมุนแล้วคนขายจะเฉือนเนื้อออกมาห่อแป้งให้ แต่ครั้งนี้เราจะพาไปกินเคบัปแบบไม่ธรรมดาเพราะต้องใช้เวลาทำนั่นคือ Testi Kebab หรือเคบัปหม้อดิน วิธีการทำก็คือนำส่วนผสมของเนื้อแกะมาคลุกเคล้าเข้ากับเห็ด มะเขือเทศ สมุนไพรท้องถิ่นบางอย่าง และเครื่องเทศใส่ลงในหม้อดินปิดด้วยฟอยล์ วางบนถาดที่รองด้วยเกลือหินแล้วจุดไฟเผาหม้อพอกะเวลาว่าได้ที่พ่อครัวก็จะออกมาโชว์ทุบหม้อดินแล้วนำอาหารภายในนั้นใส่จานเสิร์ฟให้ทานร้อนๆ พร้อมผักและแป้งโรตีที่ย่างจนหอมกรอบนุ่มได้ที่ รสชาติขอบอกว่าอร่อยมาก
     นอกจากนี้ไก่ย่างตุรกีก็เป็นเมนูขึ้นชื่อ พ่อครัวนำไก่ไปหมักเครื่องเทศจนเข้าเนื้อก่อนย่างจนมีความนุ่มกำลังดี รสชาติที่ซึมเข้าเนื้อนุ่มนั้นอร่อยเหลือหลาย เมนูสุดท้ายลองเลือกไก่ผัดเครื่องเทศมาทาน รสชาติสไปซี่ตามแบบตุรกีมากๆ อร่อยจนหมดจาน ทั้งหมดนี้ทานคู่กับเบียร์ตุรกีที่พ่อครัวท้องถิ่นนำเสนอ ดูท่าทางจะภูมิใจมากถึงกับบอกว่าถ้าคิดว่าไม่อร่อยให้ทานฟรีเลยลองดูก็พบว่าสัมผัสเบียร์เข้าท่าอย่างที่สุดกับอากาศหนาวๆในขณะนั้น เป็นดินเนอร์ที่เพอร์เฟคทีเดียวเขียว